Microsoft ยืนยัน Windows 7 มี 6 เวอร์ชั่น พร้อมเจาะลึกทุกรูปแบบ
โดย เมื่อ
เมื่อไม่นานนี้มีข่าวลือว่า Windows 7 จะมีถึง 5 เวอร์ชั่น ซึ่งตอนนี้ Microsoft ออกมายืนยันแล้วว่าไม่ใช่ แต่มันจะมีถึง 6 เวอร์ชั่นต่างหาก!! ซึ่งแต่ละเวอร์ชั่นจะมีความสามารถของเวอร์ชั่นก่อนหน้า โดยแต่ละเวอร์ชั่นจะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะอ่านกันยาวซะหน่อย แต่อย่าเพิ่งเหนื่อยกัน เพราะเราจะมานำเสนอและให้ท่านวิเคราะห์ไปพร้อมกัน
- Starter Edition : จุดเด่นคือมี Interface ที่ใช้ง่าย, การเข้า Home Group เพื่อแชร์ไฟล์หรืองานต่างๆ และการทำงานของ Taskbar ใหม่พร้อม JumpLists โดยเวอร์ชั่นนี้จะเน้นไปที่การใช้งานของ Netbook และผู้เริ่มต้นใช้งานใหม่เสียส่วนใหญ่ แต่ผู้ใช้สามารถเปิดโปรแกรมได้ 3 ทีละโปรแกรมพร้อมกันเท่านั้น
- Home Basic : เปรียบเทียแล้วคงคล้ายกับ Vista Media Center Edition และสามารถเปิดใช้งานโปรแกรมได้ไม่จำกัด ต่างจาก Starter Edition อีกทั้งยังรองรับการทำงานแบบเครื่อข่ายเช่น การทำงานของ ICS (Internet connection sharing), การทำงานแบบไร้สายและระบบ ad-hoc Network รวมถึงการทำงาน Mobility Center ที่รองรับการใช้งานแบบพกพาด้วย
- Home Premium : เป็นการนำจุดเด่นในการใช้งานทั่วไปมารวมกันเช่น Interface แบบ Aero Glass, รองรับระบบ Touchscreen รวมถึง Multitouch และระบบอ่านลายมือ, สนับสนุนไฟล์วิดีโอและเสียงมากขึ้น โดยทำงานผ่าน Windows Media Center
- Professional : จะเน้นเรื่องความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เช่นการเข้ารหัสไฟล์, การ Joining Domain, ความสามารถในการ Backup ผ่านระบบเครือข่าย และ Location-aware printing รองรับการเชื่อมต่อในหลายๆสถานที่
- Enterprise : พัฒนาโดยมีพื้นฐานมาจาก Windows Server 2008 R2 โดยมีระบบ bitLocker data protection ที่ป้องกันการต่อพ่วงของอุปกรณ์, DirectAccess การทำงานข้ามกันระหว่างเครือข่าย 2 เครือข่าย (เช่นการทำงานแบบ VPN), ระบบ AppLocker ป้องกันการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่น่าเชื่อถือ
- Ultimate : มี Virtualization สร้างระบบจำลองเสมือนจริง ซึ่งส่งผลทำให้การใช้งานทรัพยากรเครื่อง Server ในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก XP หรือ Vista ไปเป็น Windows 7 ทุกเวอร์ชั่นได้ แต่การอัพเกรดนั้นจะเป็นการอัพเกรดแบบ "Clean Installation" หมายความว่าโปรแกรมที่ได้เคยติดตั้งไว้ใน OS เก่านั้นจะหายไปหมด และผู้ใช้จะต้องติดตั้งโปรแกรมเหล่านั้นใหม่อีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไม Microsoft ต้องออกถึง 6 เวอร์ชั่นนั้น อันดับแรก เนื่องจาก Microsoft ต้องการแยกกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 3กลุ่มได้แก่ ผู้ใช้ทั่วไป (Home User), คนทำงาน (Business), กลุ่มองค์กร (Big Business)
- ผู้ใช้ทั่วไป (Home User) คือกลุ่มผู้ใช้งานที่มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์น้อย หรือในบางประเทศถึงกับไม่มีทักษะเลย จึงเน้น Interface ที่ใช้ง่าย ไม่สับสน ตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ครบถ้วน เช่นการดูหนัง ฟังเพลง พิมงาน หรือเล่นอินเตอร์เนต แต่สิ่งที่ตามมาคือมีข้อจำกัดเยอะไปหน่อย จนบางครั้งอาจทำให้อึดอัดเวลาใช้งานได้
- คนทำงาน (Business) คือกลุ่มคนที่ต้องการความปลอดภัยให้กับตนเองและองค์กรเป็นหลัก เน้นที่การเชื่อมต่อเครือข่าย หรือการทำงานผ่านระบบเครือข่าย การปกปิดความลับของข้อมูล และความเสถียรภาพของ OS อีกทั้งพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มคนทำงานนี้ ที่ต้องการความรวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกเช่นกัน
- กลุ่มองค์กร (Big Business) คือกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ ที่เน้นประสิทธิภาพรสูงสุดของ OS หรือจำนวนของ Client ที่มีจำนวนมหาศาล โดยการซื้อลิขสทธิของ OS แบบยกชุดหรือที่เราเรียกว่า OEM ทำให้ความต้องการของกลุ่มองค์กรนั้นมีทั้งประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความปลอดภัยอย่างครบครัน
เหตุผลที่ 2 ว่า "ทำไมถึงต้องมีตั้ง 6 เวอร์ชั่น" Bill Veghte รองประทานบริษัท ออกมาแถลงว่า "เนื่องจาก Microsoft มีการจำหน่ายในหลายๆประเทศ ทำให้ความต้องการนั้นหลากหลายไปด้วย อีกทั้งมีการคาดการณ์ว่า การมาของ Windows 7 อาจทำให้ยอดของผลิตภัณท์อื่นๆ เช่น XP และ Vista นั้นตกลงไป" ดังนั้นโดยสรุปแล้วทั้ง 6 เวอร์ชั่นมีการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้
- Starter Edition : ราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้คอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรต่ำเช่น Netbook
- Home Basic : สำหรับผู้ที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา, เล่นอินเตอร์เนต และนำเสนองานตามสถานที่ต่างๆ
- Home Premium : เหมาะสำหรับผู้ใช้คอมทั่วไป ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นสื่อ Multi Media ต่างๆ ดูหนัง ฟังเพลง รวมถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ใกล้เคียงกับ XP,Vista Home Edition
- Professional : เหมาะสำหรับผู้ใช้ระดับสูงหรือใช้คอมพิวเตอร์ในองค์กร ซึ่งรองรับการทำงานสำหรับคนทำงานในองค์กร ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยและการใช้ระบบเครือข่าย ใกล้เคียงกับ XP,Vista Professional
- Enterprise : เน้นรองรับงานเป็น Server ทำหน้าที่จัดสรรคการเชื่อมต่อ และเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยขององค์กร
- Ultimate : ทำงานเป็น Server มีความเสถียรภาพในการทำงานสูง จัดสรรคทรัพยากรในระบบเครือข่าย รองรับการใช้งานขนาดใหญ่และการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นจำนวนมาก
และเพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทาง Bill Veghte ก็ได้กล่าวถึงแนวโน้มการเจาะกลุ่มตลาดว่า "เราจะเน้นไปที่ 2 เวอร์ชั่นคือ Home Premium และ Professional เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้จะมียอดขายถึง 80% จากทั้ง 6 เวอร์ชั่น"
แล้วคุณหละเลือกแบบไหน?



