เลือกซื้อกล้องดิจิตอลยังงัยดี มีคำแนะนำ

ตั้งแต่อยู่ชมรมถ่ายภาพ สมัยเรียนมหาลัย จนปัจจุบันทำงานแล้ว วันก่อนก็ยังได้ยินคำถามจากคนใกล้ตัวมากเหมือนกันว่า ถ้าเกิดเราอยากซื้อกล้องดิจิตอลดีๆซักตัว มาถ่ายรูปให้ดูสวย จะเลือกซื้อกล้องยังงัย เราก็แนะนำไปเท่าที่พอรู้นะคะ แต่ก็บอกเพิ่มเติมไปว่า จริงๆแล้ว อุปกรณ์ที่ดีก็เป็นแค่เพียงส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง แต่การที่จะถ่ายภาพออกมาให้สวยงามและดูโดดเด่นนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคการถ่ายภาพด้วย
วันนี้เลยอยากเขียนเรื่องการเลือกซื้อกล้องดิจิตอล ก็ตั้งใจไปหาวิธีการเลือกซื้อเจ๋งๆ มาบอกกัน  ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก bask Digital Camera
1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าคุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้องดิจิตอลคู่ใจ เพราะ ราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และคุณภาพที่ดีขึ้นจนถึงหลักแสนหรือหลายๆแสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาทก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก เช่น 4-5 หมื่นบาทคงไม่ต้องนำมาพิจารณาให้ปวดหัว 

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะเขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆก็ คืออุปกรณ์ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก (แพงกว่า) อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม) 

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็ เก็บรายละเอียดของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/สี หรือ 12บิต/สี หมายความว่าสีธรรมชาติมี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับ ไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบท่ากับฟิล์มสไลด์ดีๆนี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบางยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้นที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเองมีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะจะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปรมักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆเลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อยจะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้มแดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่าก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ้าถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับตาที่เห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า) 

4. ดูความละเอียด ต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอลเรามักจะได้ยินคนขายบอกว่า ตัวนี้ 3 ล้าน พิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือหรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่นโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่าขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560x1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้าเราดูที่ขนาดภาพตามสเปคอาจจะแปลกใจเพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะมีการใช้เทคโนโลยีบางอย่างเพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็นต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิมโดยช้เทคโนโลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพไปเพิ่มความละเอียดด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photoshop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มีความละเอียดจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดไฟล์ที่ได้จะ ใหญ่มากกินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่บันทึกเตือนความจำหรือใช้ส่งอีเมล์หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ซึ่งต้องมาลดความละเอียดด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆให้เหลือแค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะนำไปใช้ เช่น Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น 

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดไม่ยอมระบุไว้ในสเปคกล้องของ ตัวเอง แต่ถ้าเป็นกล้องโปรอย่าง Canon EOS-1D หรือ Nikon D1x จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลย ทั้งสองรุ่นนี้การตอบสนองตั้งแต่เปิดสวิตซ์กล้องแล้วพร้อมที่จะกดซัตเตอร์ถ่ายภาพได้ ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที เกือบจะเท่ากับกล้องออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว (เร็วกว่ากล้องคอมแพ็ค 35 มม.) ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม 

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆจะช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่งจะถูกพักเก็บไว้ก่อนที่จะบันทึกลงการ์ดต่อไป (ขณะบันทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดงกระพริบเตือนให้หราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะก็จะถ่ายต่อเนื่องได้เร็วและได้หลายๆภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่าถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดซัตเตอร์ต่อไปไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน ในกล้อง Nikon D1x และ Canon EOS 1D มีบัฟเฟอร์อย่างเหลือเฟือ เมื่อกดซัตเตอร์ไปแล้วสามารถเปิดดูภาพซูมขยายดูส่วนต่างๆของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย แต่ในบางยี่ห้ออาจต้องรอนานเป็นนาทีก่อนจะเปิดดูภาพได้ 

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW ถ้ามีก็ดี กล้องระดับไฮเอนด์มี่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่น Nikon D1x ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็ก โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลง แต่การเปิดชมภาพต้องใช้กับซอพท์แวร์ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่งหรือแก้ไขภาพให้ดีเหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่นการปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น 

10. ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จักไวท์บา ลานซ์ ในกล้องวีดีโอซึ่งใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีระบบไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้งหรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์มซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวันที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวันหรือแสงแฟรชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอลจะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีกแต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรสเซ้นส์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่นมีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพ ติดต่อกัน แต่ละภาพมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้องสมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสีด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมาพร้อมกับกล้องก็ได้ 

11. กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัดจะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อย จะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเปรียบเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาดเล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7 เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม. 

12. ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไรเวลาดูโฆษณากล้องดิจิตอลว่าซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดู ที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3x ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม.และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2x รวมแล้วซูมได้ 6x คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม.นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมาครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูมตั้งแต่แรกก็จะสะดวกขึ้นบ้างตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอลเมื่อใช้ดิจิตอลซูมคุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้วมาขยายใหญ่นั่นเอง 

13. จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่าอุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี เพราะส่วนนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรีมาก ขนาดไม่ได้ใช้ เปิดจอทิ้งไว้ไม่นานแบตเตอรีที่ซื้อมาใหม่หรือชาร์จเต็มๆก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดีควรจะปรับความสว่างได้และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมมอนิเตอร์ที่ผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้องเมื่อเปิดจากคอมพิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่ารูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ
อย่าลืมดูเสปคด้วยว่ามีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F707 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูงหรือมุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G2   

14. Optical Viewfinder ในเมื่อการดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรีมาก เราก็ควรมาดู ภาพจากจอแบบออฟติคัลแทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากการซูมให้สัมพันธ์กับทางยาวโฟกัสของเลนส์แต่กกล้องบางรุ่นไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้จึงควรดูเสปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพออฟติคอลคือไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้จะเกิดการเหลื่อมล้ำกันต้องดูภาพด้านบนไม้ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพจากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่นจอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้วกับดูเมนูต่างๆเท่านั้น 

15. บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูกเล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนใหญ่จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ เช่น พูดเรื่องสถานที่ วันที่ เวลา หรืออื่นๆ ตามที่ต้องการ สามารถเปิดฟังก็ได้เมื่อใช้โหมดเปิดชมภาพจากจอมอนิเตอร์หรือจากคอมพิวเตอร์ 

16. วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่งดิจิตอลบางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยรูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่ส่วนใหญ่มีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 เท่ากับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ QuickTime โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/วินาที ภาพที่ได้จึงดูกระตุกบ้างนิดหน่อย แต่ขนาดไฟล์จะเล็กมาก เหมาะสำหรับใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ถ้าเปิดดูจากโทรทัศน์จะเห็นเป็นภาพเล็กๆ ไม่เต็มจอ กล้องรุ่นใหม่ๆมีฟอร์แมท MPEG EX ถ่ายวีดีโอคลิปได้นานไม่จำกัดเวลา ขึ้นอยู่กับการ์ดที่ใช้ 

17. ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวดเร็วไม่แตกต่างกันมาก นัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบหรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัสมักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัสจะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณาดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่ามีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่นจะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดีเท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดูแล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่ามากน้อยแค่ไหน 
 18. ระบบแฟลช กล้องคอมแพ็คดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโนมัติเมื่อแสงน้อย เกินไป และมีระบบแฟลชกับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลชถ่ายภาพเวลากลางคืนฉากหลังไม่ดำทึบหรือระบบสัมพันธ์แฟลชที่ม่านชัตเตอร์ที่สองเพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพเคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดงเมื่อใช้ถ่ายภาพคนในระยะใกล้แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลช ภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon Minolta และ Nikon มีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น      
19. ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนักส่วนใหญ่มี ระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสงหรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชันปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนหลังหรือภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมีระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพมีค่าแสงที่แตกต่างกันตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพคร่อมซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ภาพพิเศษบางอย่าง 

20. ความไวแสงหรือ ISO กล้องดิจิตอลมีข้อได้เปรียบกล้องใช้ฟิล์มอย่างมากในเรื่องของการปรับตั้ง ค่าความไวแสงฟิล์ม หากเป็นกล้องคอมแพ็คดิจิตอลที่มีราคาถูก อาจจะมีค่าความไวแสงคงที่เช่น ISO 100 อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดจะปรับเปลี่ยนค่าความไวแสงได้ เช่น ISO 100-800 เป็นต้น โดยมีทั้งระบบออโต้เมื่อถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย กล้องจะเพิ่มความไวแสงให้สูงขึ้น ทำให้ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง แต่ความไวแสงที่สูงจะมีการเหลี่ยมล้ำของสีหรือ Noise เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ บางรุ่นมีฟังก็ชั่นลด Noise เรียกว่า Noise Redution หรือจะเลือกปรับตั้งค่าความไวแสงเองแบบแมนนวลก็ได้ 

21. แบตเตอรี กล้องถ่ายภาพดิจิตอล ต้องการพลังงานมากกว่ากล้องใช้ฟิล์มหลายเท่าเพราะระบบ ทำงานเป็นแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังมีจอมอนิเตอร์ที่ใช้ดูและเปิดชมภาพซึ่งกินไฟมากทีเดียว สำหรับผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคยอาจจะแปลกใจเมื่อใช้แบตเตอรีใหม่ แต่ถ่ายภาพได้ไม่กี่สิบภาพแบตเตอรีก็หมดแล้ว หากกล้องระบุให้ใช้แบตเตอรีแบบ AA ซึ่งใช้ได้ทั้งอัลคาไลน์และลิเธี่ยม ขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แบตเตอรีชาร์จแบบ Ni-MH จะใช้งานได้นานกว่า และควรเลือกชนิดที่มีกำลังไฟสูงเช่น 1,800 หรือ 2,000 มิลลิแอมป์ โดยทั่วไปแบตเตอรีชนิดนี้ชาร์จไฟใหม่ได้ 500-1,000 ครั้งทำให้ประหยัดกว่า ส่วนกล้องที่ใช้แบตเตอรีแพคแบบ Li-MH หรือ Li-on ที่แถมมาพร้อมกล้องจะใช้งานได้ดีอยู่แล้วแต่ควรซื้อแบตเตอรีสำรองเพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งก้อน เพราะในกรณีฉุกเฉิน จะเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรีธรรมดาทั่วๆไปไม่ได้เหมือนกับกล้องที่ใช้แบตเตอรี AA 
 
เป็นยังงัยกันบ้างวิธีการเลือกซื้อกล้องจาก bask Digital Camera เยอะมากทีเดียว ก็อย่างงี้ แหล่ะ จะซื้อซักที ก็ต้องเลือกดีๆ กันหน่อยจริงมั๊ย