เมื่อไม่มีใครพูดด้วย

ภาพนี้เป็นภาพของคุณยาย Marie Smith ที่เสียชีวิตไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในวัย 89  ปีคะ คุณยายต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างมากก่อนที่จะเสียชีวิตไป  เนื่องจากคุณยาย Smith เป็นคนสุดท้ายที่ใช้ภาษาของคน Eyak เป็นภาษาแม่ ทำให้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เวลาจะสื่อสารพูดคุยกับใครก็ทำได้ลำบาก ต้องใช้ท่าทางโบกไม้โบกมือแทน หรือไม่ก็ต้องรับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครทางด้านภาษาในการสื่อสารกับคนทั่วไปคะ ต้องขอปรบมือให้กับคนกลุ่มนี้กันเลยทีเดียว ที่อุตสาห์ลงทุนเรียนภาษาที่ไม่ค่อยมีคนใช้กันเพื่ออนุรักษ์ภาษาที่กำลังจะหายสาบสูญไปให้ยังคงอยู่ ไอ้เราขนาดภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็แถบจะแย่แล้ว - -"

ใครจะไปนึกว่าภาษาก็สามารถสูญพันธุ์ได้เหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องจริงคะ ณ เวลานี้ หลายๆภาษาไม่ว่าจะเป็น Akkadian, Etruscan, Tangut และ Chibcha กำลังกลายเป็นสิ่งโบราณคร่ำครึที่คนรุ่นหลังไม่ให้ความสนใจ ซึ่ง ณ เวลานี้ ภาษามากกว่า 200 ภาษาได้หายสาบสูญไปแล้ว นอกจากนี้ อีก 300 ภาษาในอัฟริกา และ 145 ภาษาในซีกโลกตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ก็กำลังจะหายสาบสูญไปแล้วเหมือนกัน ซึ่ง มีการคาดคะเนกันว่า จาก 6,900 ภาษาที่เราใช้พูดใช้สื่อสารกันทุกวันนี้ ประมาณ 50 90 % อาจหายไปก่อนจะสิ้นสุดศตวรรษนี้ 
อย่างไรก็ตาม ภาษาที่เข้าข่ายว่ากำลังจะหายสาบสูญไป ไม่ได้มีเพียงแต่ภาษาที่ถูกใช้โดยคนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่ภาษาที่ตอนนี้ยังมีการใช้แพร่หลายอยู่มากก็ไม่พ้นที่จะถูกคุกคามคะ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอิทธิพลทางด้านการเมืองและด้านทัศนคติที่ต้องการยัดเหยียดให้ใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น คนหนุ่มสาวที่อาศัยในเขตดินแดนหสภาพโซเวียตเก่าที่ล่มสลายไปแล้ว ต่างก็มีทัศนะคติที่เหมือนกันคะ คือ ไม่ว่าคุณจะพูดภาษาอะไรเมื่ออยู่ที่บ้าน แต่กุญแจสู่ความสำเร็จคือการใช้ภาษารัสเซียได้คล่องปรื๊อเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับกรณีของคนจีนและคนทิเบตที่ตอนนี้มุ่งสนใจแต่ภาษาจีนแมนดาริน               
อย่างไรก็ตาม ภาษาที่ใช้กันแพร่หลายระดับโลกอย่าง ภาษาอังกฤษ  อยู่ๆก็ไม่ได้จะมา " ฮิต " จากความบังเอิญ หากแต่เป็นเพราะกลยุทธ์เมื่อหลายปีที่ผ่านมาที่ชาวอเมริกา, แคนาดา, และออสเตรเลีย มักจะรับเด็กพื้นเมืองชาวต่างชาติมาเลี้ยงในโรงเรียนต่างประเทศที่ยึดการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งบางครั้งถึงขนาดออกกฎทำโทษถ้าเด็กๆเหล่านี้พูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ ซึ่งการนิยมใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งมากเป็นพิเศษแบบนี้ ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของภาษาที่ถูกพูดเฉพาะคนหัวหงอกผมขาวคะ ยกตัวอย่างเช่น ภาษา Njerep ซึ่งเป็น 1 ใน 31 ภาษาที่กำลังสูญหายไปใน Cameroon  เหลือคนที่พูดภาษานี้อยู่เพียง 4 คนเท่านั้น และทุกคนต่างก็มีอายุเกิน 60 ปีแล้วด้วย               
ความพยายามที่จะอนุรักษ์ภาษาให้คงอยู่ นำไปสู่การโต้แย้งอย่างมากคะ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีเงินทุนจำกัดที่พอจะใช้จ่ายแค่ในเรื่องของการศึกษาและการสื่อสารที่เป็นภาษาทางการเท่านั้น นอกจากนี้ ทั้งในประเทศอเมริกาและอังกฤษ บางคนก็รู้สึกว่าไม่ว่าคุณจะพูดภาษาอะไรที่บ้านแต่สิ่งที่ต้องคำนึกถึงเป็นอันดับแรกคือต้องแน่ใจว่าเด็กๆต้องรู้ภาษาอังกฤษอย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนับสนุนความแตกต่างทางด้านภาษาก็มีข้อโต้แย้งที่ดีคะ คุณ Nicholas Ostler นักวิชาการหัวหน้าสถาบัน “ Foundation for Endangered Languages ” กล่าวว่าเด็กที่สามารถพูดได้หลายภาษามักมีความสามารถทางวิชาการมากกว่าเด็กที่พูดได้เพียงภาษาเดียว
ทั้งนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้ช่วยเหลือทางภาษามีเครื่องมือที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อนคะ ไม่ว่าจะเป็น คำ ” หรือ “ การออกเสียง ” สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปโพสเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตได้ง่าย อีกทั้งเทคนิคทางการศึกษาต่างๆก็ดีขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่นในประเทศ  New Zealand คนที่พูดภาษา Maori ได้ก่อตั้งโครงการที่เรียกว่า “ language nests ” ซึ่งจะให้ โค้ชทางภาษา ” วัยคุณปู่คุณย่าสอนภาษาให้แก่คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ภาษาที่กำลังจะหายไปแล้วอย่างภาษา Kamilaroi ในประเทศออสเตรเลีย ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งจากการถูกนำมาเป็นเนื้อร้องของนักร้องวัยรุ่นเพลงป๊อป แต่ทั้งนี้ ถึงแม้ว่ากลยุทธ์และเทคโนโลยีต่างๆจะถูกนำมาใช้มากเพียงไร แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและคิดว่าเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ภาษาเหล่านี้สืบต่อไปได้คือการใช้ภาษาเหล่านี้ทุกๆวันคะ