วิกฤติส้วมโลก มากกว่าเหม็น แต่อาจถึงตาย!

โจ๊ก หรือเรื่องตลกเกี่ยวกับส้วมๆขี้ๆนี้มีอยู่ทั่วโลกคะ แทบทุกชาติต่างก็มีเรื่องขำขันเกี่ยวกับเรื่องนี้กันทั้งนั้น แต่ " ขี้ " เป็นมากกว่าเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะหรือความรู้สึกอี้แหวะ! เมื่อตอนที่เราไปเผลอเหยียบมันเข้าคะ เพราะมันเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตประชากรโลกนับเป็นล้านๆคนต่อปีเลยทีเดียว                

เมื่อตอนที่ Rose George นักหนังสือพิมพ์ที่ประจำอยู่ที่ลอนดอนได้ตัดสินใจที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิ่งปฏิกูลของมนุษย์ ทั้งวิกฤติในเรื่องห้องน้ำและสุขาภิบาล เธอรู้ว่าเธออาจจะต้องเผชิญกับโจ๊กเกี่ยวกับเรื่องในห้องน้ำมากมาย แต่เธอไม่เคยตระหนักเลยว่าหนังสือที่เธอเขียนจะมีความสำคัญมากขนาดนี้ หนังสือเล่มใหม่ของ George ที่มีชื่อว่า  The Big Necessity: The Unmentionable World of Human Waste and Why It Matters เป็นหนังสือที่ขุดคุ้ยรื้อค้นเกี่ยวกับเรื่องการขับถ่ายของมนุษย์  งานชิ้นนี้ทำให้  George เข้าใจว่าเรื่องของ ขี้ ไม่ใช่แค่เรื่องตลกที่เอามาเล่าขำขันกัน แต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวพันถึงการมีชีวิตอยู่และความตายเลยทีเดียว 

  ห้องน้ำ อาจถือได้ว่าเป็น สิทธิพิเศษ ที่คนกว่าครึ่งโลกไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างน้อยๆก็ประมาณ 2.6 พันล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีห้องน้ำใช้ ซึ่ง ห้องน้ำ ที่เรากล่าวถึงในที่นี้ก็ไม่ได้หมาย ถึงห้องน้ำดีๆในบ้านที่ประตูปิดมิดชิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงห้องน้ำที่อยู่นอกตัวบ้าน ห้องน้ำสาธารณะ หรือแม้กระทั่ง " ถังน้ำ " ที่เอาไว้รองรับของเสียจากการขับถ่าย เราก็นับรวมว่าเป็นห้องน้ำด้วย 

คำถามที่ตามมาคือ " แม้กระทั่งถังน้ำก็ไม่มี แล้วคนพวกนี้เขาใช้อะไรเป็นห้องน้ำกันละ? "

คำตอบคือ " ทุกๆที่ " คะ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ และนี้เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของอาหารและน้ำดื่มตามมา ซึ่ง George กล่าวว่า 80% ของความเจ็บป่วยทั่วโลกเกิดจากของเสียจากการขับถ่ายเหล่านี้ ซึ่งอุจจาระเพียง 1 กรัมก็สามารถมีไวรัสมากถึง 10 ล้านตัว แบคทีเรีย 1 ล้านตัว ปรสิต 1,000 ตัวและไข่พยาธิ 100 ฟอง! เลยทีเดียว ( ทั้งหมดรวมกันอยู่ในขี้ 1 กรัม โอ้วว ...) แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ ตามการประมาณของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสาธารณะสุข คนใน จำนวน 2.6 พันล้านคนนี้ อาจได้รับการปนเปื้อนจากอุจารระเข้าสู่ร่างกายสูงถึงประมาณวันละ 10 กรัมต่อวันเลยทีเดียว! ( ไม่อยากจะบวกลบคูณหาร คิดเลขออกมาเลย อึ้ย... ) ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการเป็นโรคท้องร่วงหรือท้องเสีย ซึ่งโรคนี้สำหรับประเทศในโลกตะวันตกแล้ว อาจไม่ค่อยเป็นที่วิตกกังวลเท่าไหร่นัก แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โรคนี้เป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2.2 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว

ถึงแม้เรื่องส้วมๆขี้ๆนี้จะมีความสำคัญมากต่อสุขภาพอนามัยมาก แต่มันกลับไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนักในระดับโลก องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ( NGOs )  และรัฐบาลประเทศต่างๆมักจะให้ความสนใจเรื่อง " การเข้าถึงน้ำสะอาด " ของประชาชนมากกว่าเรื่อง " การขับถ่ายที่ถูกสุขลักษณะ " เงินจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เข้าถึงการพัฒนาเรื่องส้วมๆ ทั้งๆที่ 2 เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันจนแยกไม่ออก  ซึ่งในหนังสือเรื่อง The Big Necessity นี้ George ก็พยายามที่จะผลักดันให้ประเด็นเรื่องสุขาภิบาลนี้ขึ้นเป็นวาระหัวข้อสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนา                
นอกจากนี้ ในหนังสือยังแนะนำผู้อ่านให้รู้จักกับเรื่องที่เกี่ยวกับห้องน้ำที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องชองคุณ Bindeshwar Pathak จากประเทศอินเดียซึ่งเขาได้ประดิษฐ์ห้องน้ำอย่างง่ายๆและมีราคาไม่แพงเพื่อให้ชาวอินเดียสามารถซื้อห้องน้ำสะอาดๆไว้ใช้ หรือในประเทศจีน George ได้พบกับ Wang Ming Ying ผู้หญิงตัวเล็กๆจากชนบทที่สนับสนุนให้คนให้ไบโอแก๊ส ( biogas ) ซึ่งเป็นพลังงานที่สร้างจากขบวนการหมักของของเสียของมนุษย์ สามารถใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าและการทำอาหารได้ และในประเทศญี่ปุ่น George ได้เล่าประวัติของ โตโต้ ( Toto ) ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก  ซึ่งส้วมของโตโต้สามารถทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งวัดความดันเลือด                
แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะจดจำไปอีกนานเมื่ออ่าน The Big Necessity จบคือเรื่องของ  Champaben ผู้หญิงที่อยู่ในวรรณจันฑาลซึ่งงานของเธอก็คืองานทำความสะอาด ที่ไม่ใช่แค่ในห้องน้ำสกปรก แต่ยังรวมถึง " ขี้ " หรืออุจจาระที่ถูกปล่อยเรี่ยราดที่ไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งผลที่ตามมาคือการติดโรคแบบอินฟินิตี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจากเชื้อโรคที่มากับอุจจาระอย่างโรคบิด ซึ่ง George คิดว่าไม่ควรมีมนุษย์คนไหนมีชะตากรรมอย่าง Champaben เลย