รู้ไว้ใช่ว่า…กับฝนดาวตกเลโอนิด

 

ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องดาวตกหรือผีพุ่งใต้ของคนโบราณในแต่ละชนชาตินั้น เล่าอย่างไรก็ฟังสนุกไม่รู้เบื่อค่ะ อย่างของไทยเราเชื่อว่าปรากฏการณ์ดาวตกเป็นเรื่องของเทวดาบนฟ้าที่ลงมาบนโลก ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าท่านลงมาทำไม ก็เลยเหมาเอาว่าอาจจะมาช่วยเหลือมนุษย์ผู้ทุกข์ยากในเรื่องอะไรสักอย่าง และใครที่เห็นดาวตกจะเป็นคนที่โชคดีอธิษฐานอะไรก็จะได้ดังใจหวัง ดังนั้นในปัจจุบันเราจึงสามารถพบเห็นคนยกมือขึ้นพนมหรือกุมไว้ในระดับอก เพื่ออธิษฐานขอให้สิ่งที่ฝันใฝ่ไว้เป็นจริง

บ้างก็ว่าอาจเป็นเทวดาลงมาจุติ อย่าเอานิ้วไปชี้เชียวนะ ไม่อย่างนั้นเด็กจะไปเกิดในท้องน้องหมา (แร๊งงง!) แล้วเทวดาก็จะโกรธจนสาปให้เรา "นิ้วกุด" พวกเราตอนเด็กสมัยนั้นบอกตามตรงว่าไม่เข้าใจในไสยศาสตร์ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ ทำให้คิดว่าดาวตกหรือผีพุ่งใต้อะไรนี่ช่างน่ากลัวนัก อยู่ห่างๆไว้ดีกว่า หรือทางทีดี อย่าได้แหงนหน้าไปมองมันเลย...กลัวของเข้าตัว(ฮ่า)

แต่หลังจากที่ได้รับการศึกษามาระดับหนึ่ง ทำให้ทราบว่าดาวตก หรือที่คนไทยเรียกว่าผีพุ่งใต้นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

โดย ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรูจักและพบเห็นดาวหางและปรากฏการณ์ฝนดาวตก เวลานั้นยังไม่มีใครทราบองค์ประกอบของดาวหาง จึงยังไม่มีผู้ที่กล้าฟันธงว่าปรากฏการฝนดาวตกหรือพายุดาวตกมีความสัมพันธ์กับ ดาวหางจริงหรือไม่ จนในปี ค.ศ. 1949 เฟรด วิปเพิล นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เสนอทฤษฎีส่วนประกอบของดาวหางขึ้น โดยกล่าวว่าดาวหางนั้นประกอบด้วยน้ำแข็ง กลุ่มแก๊สต่างๆ และธุลีในอวกาศ โดยที่ส่วนหัวของดาวหางนั้นจะมีใจกลางอยู่ข้างในหรือที่เรียกว่านิวเคลียส (nucleus) ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้อัดตัวรวมกัน สรุปแล้วดาวหางก็คือก้อนหิมะสกปรกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 กิโลเมตรนั่นเอง ซึ่งจากความรู้นี้ทำให้สามารถไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างดาวหางและฝนดาวตก ได้

ซึ่งเมื่อนักดาราศาสตร์ทราบองค์ประกอบของดาวหาง ในที่สุดก็สามารถทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ฝนดาวตกได้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบกันดีแล้วว่าปรากฏการณ์ฝนดาวตกนั้นเกิดจากธารฝุ่น อุกกาบาตที่ดาวหางปล่อยทิ้งไว้ตามทางโคจรนั่นเอง

ฝุ่นอุกกาบาต (meteoroid) ประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด จับตัวกันอย่างโปร่งๆเหมือนแป้งอัดเม็ด ไม่ได้มีโครงสร้างแข็งแกร่งอย่างก้อนหิน ฝุ่นอุกกาบาตมีหลายขนาด ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กราวเม็ดทรายละเอียด ส่วนน้อยจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น คือมีขนาดราวก้อนกรวด

เป็นที่ทราบกันว่าดาวหางก็มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์และทิ้งธารฝุ่นอุกกาบาตเอา ไว้เบื้องหลัง และโลกก็มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน ดังนั้นหากวงโคจรของโลกและดาวหางมีโอกาสมาอยู่ใกล้ชิดกันหรือตัดกัน โลกก็มีโอกาสที่จะโคจรฝ่าเข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาตของดาวหางได้(ตามภาพประกอบด้านล่าง)

เมื่อโลกโคจรฝ่าเข้าไปในธารฝุ่นอุกกาบาต แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดให้ฝุ่นอุกกาบาตเหล่านี้ตกลงมาในโลก โดยทั่วไปแล้วฝุ่นอุกกาบาตที่อยู่ในธารอุกกาบาตไม่ได้ล่องลอยอยู่นิ่งๆ แต่ฝุ่นเหล่านี้จะเดินทางอยู่ในอวกาศด้วยความเร็วเช่นกัน โดยฝุ่นอุกกาบาตจะมีความเร็วก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอยู่ในช่วง 11-71 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อฝุ่นอุกกาบาตพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศของโลกก็จะเกิดการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศและเกิดการเผาไหม้จนเปล่งแสงออกมา ทำให้ผู้ที่สังเกตอยู่บนผิวโลกเห็นเป็นดาวตกนั่นเอง

สำหรับคืนนี้ หรือช่วงเช้ามืดของ วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา ตี 4ของบ้านเรา จะเกิดปรากฏการณ์ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ซึ่งเกิดจากฝุ่นดาวหาง "55พี เทมเพล-ทัตเทิล" ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 33.2 ปี ซึ่งในทุกๆกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวไทยเราจะได้มีโอกาสเห็นได้หนึ่งครั้ง โดยที่มาของชื่อเลโอนิด คือ ฝนดาวตกนี้จะเกิดที่ตำแหน่งทิศตะวันออกของท้องฟ้าบริเวณที่แสดงตำแหน่งของกลุ่มดาวราษีสิงห์ โดยในปีนี้นักดาราศาสตร์บอกว่าใครที่อยู่บนยอดดอยจะมีโอกาสเห็นดาวตกได้มาก ถึงชั่วโมงละ 150-160 ดวง เพราะเป็นคืนเดือนมืด และท้องฟ้าเปิดค่ะ

สำหรับในกรุงเทพฯก็อาจเห็นบ้างประปรายเพราะแสงไฟจากตึกสูงและจากทางด่วนจะบดบัง แต่ถ้าอยากเห็นมากๆ แบบพายุฝนดาวตกของจริง หรือใครโลภอยากอธิษฐานหลายข้อ ก็แนะนำให้ขับรถออกไปชานเมืองหน่อยก็ใช้ได้แล้วค่ะ

 

via : http://anacia.wordpress.com