มากินแบคทีเรียกันเถอะ

ใครที่มีปัญหาลำไส้อุดตัน - ขับถ่ายไม่ออก เชื่อว่าคงลองแก้ปัญหาโดยการตักโยเกิร์ตเข้าปากกันมาแล้ว รู้รึเปล่าคะว่าในโยเกิร์ตนะมีแบคทีเรียยั่วเยี้ยไต่กระดุ๊กกระดิ๊กเต็มไปหมด  ซึ่งแน่นอนว่าแบคทีเรียเหล่านี้ต้องเป็นแบคทีเรียชนิดดี ที่นอกจากจะไม่ทำให้คุณป่วยแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพของคุณดีขึ้นด้วย

ถึงแม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ชื่อของแบคทีเรียเหล่านี้มักจะไม่ค่อยหน้ากินซักเท่าไหร่คะ เช่น แลคโตบาซิลัส อะซิโดฟิลลัส ( Lactobacillus acidophilus ) , เอนเทอโรคอคคัส ฟีคาลิส ( Enterocossus faecal s ) , สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลัส ( Streptococcus thermophilus ) และ ไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดัม ( Bifidobacterium bifidum ) เป็นต้น ซึ่งเราเหมารวมเรียกแบคทีเรียชนิดดีเหล่านี้ว่า “ Probiotic ” คะ
คำว่า โปรไบโอติก ( Probiotic ) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ Lilly และ Stillwell ในปี พ.ศ. 2508  เพื่อกล่าวถึงสารที่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งขับออกมา และไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการทำงานของยาปฏิชีวนะ ( antibiotic ) ที่จะทำลายจุลินทรีย์เกือบทุกชนิด
แบคทีเรียที่ดีและมีประโยชน์ต่อเรานี้ อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของเราตั้งแต่เราเกิดเป็นทารกแล้วคะ ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและผลิตสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับเรา ได้แก่ กรดอะมิโน กรดแลคติก พลังงาน ไวตามินเค ไวตามินบี และสารปฏิชีวนะธรรมชาติหลายชนิดคะ 
จากคุณประโยชน์ที่ล้นหลามนี้ ทำให้บริษัทอาหารมาพร้อมกับข้อสรุปที่ว่า จำนวนแบคทีเรียยิ่งมาก ก็น่าจะยิ่งดีต่อสุขภาพ และเกิดการขยายตัวของสินค้าพวกจำพวก Probiotic  ซึ่งผู้ผลิตกระหน่ำเติมแบคทีเรียให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่คำถามที่ตามมาสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆคือ สินค้าแบบนี้ มันได้ผลจริงหรือ ? ”
ความจริงแล้วผลิตภัณฑ์พวก Probiotic นี้ อยู่รอบๆตัวเรามานานแล้วคะ ไม่ว่าจะในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือในแบบของของกินปรกติที่พบได้ทั่วไปอย่างโยเกิร์ต , Buttermilk ( นมที่เหลือจากการแยกเนยออกมาแล้ว ) และ Sauerkraut ( กระหล่ำปลีดองของเยอรมันที่กินกับไส้กรอก ) แต่ถึงกระนั้น บริษัทอาหารก็ยังไม่วายที่จะผลิตสินค้าที่มี Probiotic เหล่านี้ออกมา ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Dannon Co. ที่เพิ่งจะวางขายสินค้าตัวใหม่ภายใต้แบรนด์ “ Activia ” ซึ่งจุดขายที่พิเศษกว่าโยเกิร์ตทั่วไปของ Activia อยู่ที่การเติมแบคทีเรียมากเป็นพิเศษ และด้วยยอดขายที่มากกว่า $100 ล้าน ในปีแรกที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นเหมือนปลาย่างให้บริษัทอื่นๆเข้ามาตะครุบแข่งขันในตลาดสินค้าชนิดนี้บ้าง อย่างน้อยนับนิ้วเล่นๆตอนนี้ก็มี 5 บริษัทแล้วในสหรัฐ  

จากการแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้บริษัทเหล่านี้พยายามหาจุดเด่น โดยเพิ่มลักษณะสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การเติม Probiotic ลงในเครื่องดื่มหรืออะไรก็ตามที่พอจะขายได้ ซึ่งปรกติแล้ว Probiotic มักจะถูกเติมลงในโยเกิร์ตเพียวๆ ( plain yogurt ) คะ เพราะมันมีสารอาหารที่แบคทีเรียชอบมากครบทั้ง 3 อย่าง คือแลกโตส  ไขมัน และน้ำ แต่ของกินอย่างช็อกโกแลตที่มีแค่น้ำตาลและไขมันเป็นส่วนประกอบ ก็สามารถเติม Probiotic ได้คะ ซึ่งบริษัท Attune กำลังจะวางขายสินค้าชนิดนี้แล้วในตลาด

ทั้งนี้ ก็มีนักวิชาการหลายคนคะ ที่สนับสนุนและเห็นว่าเงินที่ผู้บริโภคใช้จ่ายไปกับสินค้าเหล่านี้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่นดร. Gary Huffnagle ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Michigan และผู้ร่วมเขียนหนังสือชื่อ “ The Probiotics Revolution ” กล่าวว่า ปรกติแล้ว ในระบบทางเดินอาหารจะมีแบคทีเรียที่ช่วยควบคุมและซ่อมแซมการหดตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีท้องผูกหรือท้องเสีย แบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยรักษาสมดุลให้คุณอยู่ในสภาพปรกติ ( regular ) และนั้นก็เป็นที่มาอีกของชื่อ regularis ”  ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เราเรียกของแบคทีเรียเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ที่เริ่มทดลองทานผลิตภัณฑ์ Probiotic นี้ ควรคำนึงไว้ว่า การทานผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเหมือนการสร้างสงครามในลำไส้ของคุณ จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ Probiotic หลายๆชนิด ร่วมกันเพราะอาจทำให้ภูมิต้านทนลดลงได้ โดยเฉพาะกับคนที่กำลังป่วยอยู่ 
คุณกำลังสร้างสงครามระหว่างแบคทีเรียที่ดีกับแบคทีเรียที่เลว  ดร. Huffnagle กล่าว ซึ่งสงครามอาจยาวนานถึง 1 2 อาทิตย์ แต่ในท้ายที่สุด คนดีก็มักจะชนะเสมอ  

ที่มา : Eat Your Germs