ทานยารักษาสิวอันตราย!! เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ
โดย เมื่อ
มองหาวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทั้งกินยา ทายา ฉีดยา สารพัดวิธีที่จะงัดมาใช้
เพื่อทำการกำจัดสิว เหล่านั้นให้มันออกจากใบหน้า แต่เพื่อนๆ ที่กำลังเป็นสิวกันอยู่
แล้วได้ใช้ยากิน เพื่อกำจัดสิว นั้นควรระวังเพราะยาที่เรากินอาจมีผลข้างเคียง
ทำให้เกิดมะเร็งตับได้.
เพราะยาที่เพื่อนๆ รับประทานเพื่อรักษาสิวส่วนใหญ่นั้น คือยากลุ่มกรดวิตามินเอ
ซึ่งมีชื่อเคมีคือ isotretinoin และชื่อทางการค้าที่ขายในประเทศไทยคือ Roaccutane, Acnotin
และ Isotane เป็นยารักษาสิวที่ใช้รักษาโรคสิวหัวช้าง สิวที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ สิวอักเสบเรื้อรัง
ที่ทำให้จมูกผิดรูปร่าง สิวที่ทำให้เกิดแผลเป็นมากๆ และสิวในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลเกินเหตุ
ถ้าผู้ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นใช้ยา ที่รักษาสิวตัวนี้ จะทำให้เด็กในครรภ์พิการ ซึ่งผู้ที่ได้รับยาจึงต้อง
คุมกำเนิดก่อนรับประทานยานาน 1 เดือน และคุมกำเนิดระหว่างรับประทานยา ต้องหยุดยาล่วงหน้า
1 เดือนถึงจะตั้งครรภ์ได้ ต้องไม่บริจาคเลือดระหว่างรับประทานยาตัวนี้ ยาตัวนี้ต้องรับประทาน
ต่อเนื่องกันนาน คือต้องรับยาจนได้ขนาดยาสะสมที่ 120 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
เช่น ถ้าเพื่อนๆ หนัก 50 กิโลกรัม ก็ต้องทานยาจนได้ยาสะสมเท่ากับ
120 X 50 คือ 6,000 มิลลิกรัมนั่นเอง
ถ้าทานวันละ 20 มิลลิกรัม ก็ต้องรับประทานต่อเนื่องกันนาน 300 วัน ยาตัวนี้ทำให้ริมฝีปากแห้ง
ตาแห้ง ผิวแห้ง บางคนอาจมีเลือดกำเดาไหล ในบางรายอาจทำให้ตับอักเสบได้จริง
และอาจทำให้มีไขมันในเลือดสูง
ซึ่งเราพบว่า ยารักษาโรคผิวหนังหลายตัวมีผลเสียต่อตับ จึงต้องควรระมัดระวังไม่ใช้ยาเหล่านี้
โดยไม่จำเป็น หรือต้องคอยตรวจการเปลี่ยนแปลงทางห้องปฏิบัติการของตับอยู่เสมอ เช่น
1. ยา methotrexate ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน อาจทำให้ตับแข็งได้
2. ยากลุ่มกรดวิตามินเอที่ใช้รักษาโรคสิวและโรคสะเก็ดเงิน อาจมีพิษต่อตับ
และทำให้มีค่า เอนไซม์ตับสูงขึ้นได้
3. ยา minocycline ที่ใช้รักษาโรคสิวอาจทำให้ตับอักเสบได้
4. ยา griseofulvin , ketoconazole , terbinafine ที่รักษาการติดเชื้อราและยีสต์ของผิวหนัง
อาจมีพิษต่อตับได้
เมื่อทราบอย่างนี้กันแล้ว เพื่อนๆ ก็ควรศึกษาตัวยาทุกครั้งให้ดีก่อนทานนะค่ะ
เพื่อจะได้ไม่มีผลข้างเคียงกับสุขภาพของเราตามมาที่หลัง.
แหล่งที่มา:
แหล่งที่มา 


