ตำนานเจ้าพ่อกราฟิกการ์ด 3DFX

3DFX Interactive เป็นบริษัทที่เชียวชาญเป็นพิเศษในด้านกราฟิกสามมิติแต่แล้วชื่อของบริษัทนี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อปี 2000 ที่ผ่านมา อีกทั้งทรัพย์สินของบริษัทใหญ่ที่ ซาน โจเซ แคลิฟอร์เนีย ก็ได้ตกเป็นของ NVIDIA จากการเข้าซื้อกิจการในครั้งนั้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งในวงการคอมพิวเตอร์และกราฟิก ชื่อ 3dfx โด่งดังชนิดที่ไม่มีใครคิดเลยว่า บริษัทต้องถึงขั้นต้องขายกิจการ

3DFX ก่อตั้งบริษัทในปี 1994 และสองปีให้หลัง ก็ได้เปิดตัว Voodoo Graphics (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Voodoo 1) และด้วยผลพวงจากการลดราคาของ EDO Ram ทำให้การ์ดตัวนี้เข้าสู่ตลาดในระดับแมสได้ในที่สุด และโด่งดังจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะประสิทธิภาพที่สูงในขณะที่ราคาก็ไม่แพง และเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ซอฟท์แวร์ธรรมดาในการเรนเดอร์ มันสามารถทำได้ดีกว่ามาก การ์ด Voodoo ยังคงเป็นเพียงแค่การ์ด Add on คือต้องเพิ่มเข้าไปพร้อมการ์ดจอธรรมดา ซึ่งหมายความว่ามันต้องมีการ์ด 2D อีกหนึ่งตัวที่ทำงานด้วยกัน และ API ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักของ 3DFX ก็คือ Glide ที่เชื่อมต่อฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ให้สื่อสารและทำงานร่วมกันได้ ในช่วงนี้ มีการเปิดตัว PowerVR ซึ่งเป็นการ์ดคู่แข่ง ที่มีการทำงานคล้ายกัน

ต่อมาในปี 1998 บริษัทได้เปิดตัว Voodoo 2 ซึ่งเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง การ์ดตัวนี้เหมือนกับ Voodoo รุ่นก่อนหน้า แต่ทว่ามียูนิตสำหรับประมวลผลด้านพื้นผิวเพิ่มเข้ามา มันสามารถประมวลผลได้ถึงสองเทกเจอร์ในรอบเดียว ความเร็วคล็อกที่เพิ่มมากขึ้น บัสกว้างมากขึ้น 192 บิต เมื่อเปรียบเทียบกับ Voodoo ที่มีเพียง 128 บิต สนับสนุนหน่วยความจำขนาดใหญ่มากขึ้น (8MB Texture/ 4MB frame Buffer เมื่อเปรียบเทียบกับ Voodoo ที่มีเพียง 4 และ 2 ตามลำดับ โดยให้ความละเอียดในการแสดงผลได้ถึง 800x600 พิกเซล พร้อมระบบ Scan-Line Interleave SLI คือสามารถต่อการ์ดได้สองตัวพร้อมกัน ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และด้วยการรวมเอาเฟรมบัพเฟอร์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถแสดงผลได้ถึง 1024 x 768 แต่ด้วยการที่ Voodoo 2 ไม่สามารถแสดงผล 2D ได้นั้น ทำให้เป็นจุดอ่อนของมันเลยทีเดียว คุณต้องเลือกการ์ด 2D ที่เอาไว้ใช้งานเองเพื่อทำให้ Voodoo 2 มีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น

อีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจคือช่วงปลายปี 1998 บริษัท 3dfx ได้เปิดตัว Voodoo Banshee ซึ่งรวมเอา 2D เข้ากับคอร์ 3D ของ Voodoo ในชิพเดียว โดยตัวชิพมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นกว่า Voodoo2 เดิม แต่ได้ลดบัสของหน่วยความจำลงเหลือ 128 บิตเท่านั้น เช่นเดียวกับ Voodoo 1 และด้วยการที่มันไม่มียูนิตด้านพื้นผิว ทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันออกไปตามการใช้งาน

ในช่วงท้ายกลางปี 1999 ได้มีการเปิดตัว Voodoo 3 โดยใช้คอร์ของ Banshee พร้อมยูนิตด้านพื้นผิวสองตัว และในช่วงนี้เอง ทาง 3DFX ก็มีคู่แข่งออกมามากหน้าหลายตา อย่างเช่น ATI Technology, NVIDIA และ Matrox บริษัทอื่นๆได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆที่ก้าวล้ำกว่าออกมาอย่างเช่น การสนับสนุนระบบสี 32 บิต และระบบพื้นผิวที่ดีกว่า ในช่วงการออก Voodoo 3 ทาง 3DFX ก็ได้ซื้อบริษัทผลิตเวเฟอร์ของการ์ด STB เพื่อที่จะผลิตการ์ดของตนเองออกมา และช่วงนี้เองก็ทำให้สถานการณ์ของ 3dfx ย่ำแย่ลง เพราะบริษัทไม่มีนโยบายขายชิพ Voodoo 3, 4 และ 5 ให้กับบริษัทอื่นๆอีกต่อไป และนำมาผลิตเอง ทำให้ช่องทางการจำหน่ายน้อยลง ในขณะที่ NVIDIA ได้ดำเนินแผนการขายอันชาญฉลาดกว่า ทำให้ยอดขายของ Voodoo 3 ยิ่งต่ำลง จนสุดท้ายถึงกับต้องขายกิจการให้กับ NVIDIA เลยทีเดียว