ซิ่งไปตามใจฝัน DRIF กันให้ฝุ่นตลบ

 

สมัยนี้ถ้าพูดถึงเรื่อง DRIF ใครไม่รู้จักก็คงต้องบอกว่าเชยระเบิดระเบ้อกันเลยทีเดียว
ก็นับดั้งแต่ประเทศเราได้รู้จักกับการ์ตูนเท่ห์ๆอย่่าง INITIAL D หรือภาพยนต์เรื่องThe Fast and the Furious ภาค Tokyo Drift ก็ก่อให้เกิดกระแสแห่งการ DRIF กับบรรดานักแข่งทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นจนมีการจัดEventบ้าง อะไรบ้างกันไปทั่ว กระทั่งทุกวันนี้ นักแข่ง DRIF ของเมืองไทยก็มีอยู่มากมายทั้งแบบที่เก๋าเกมส์จริงๆ แล้วก็พวกเกรียนอยากเก๋า(อันนี้ขอไม่พูดถึง)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วนั้นก็ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า DRIF นั้นไม่ได้แข่งกันที่ความเร็วดอกเจ้า...หากแต่แข่งกันที่ความเก๋านั่นตะหาก...

หลายคนสนใจอยากรู้อยากลองเล่นDRIFดูบ้างแต่ก็กล้าๆกลัวๆ ไหนๆจะ DRIF ทั้งทีจะให้รู้แค่งูๆปลาๆแล้วไปแข่งกับคนอื่นหรือจะไปแค่โชว์สาวประเดี๋ยวประด๋าวใครเขาก็จะหาว่าเราเกรียนซะเปล่าๆ ระดับอย่าง FuKDuK จึงจำเป็นต้องไปค้นข้อมูลภาคทฤษฎีแบบแน่นปึ้้กๆๆๆ มาให้เพื่อนๆได้ทราบกัน เผื่อว่าวันข้างหน้าอาจต้องใช้...อิอิ

ดริฟท์ก็คือการควบคุมการไถล หรือการขับแบบโอเวอร์สเตียร์ (ท้ายปัด) เพื่อทำให้เกิดการไถลของรถโดยที่ล้อหลังจะลื่นไถลมากกว่าล้อหน้า และท้ายรถจะกวาดออกตลอดโค้ง ผู้ขับจะใช้ประโยชน์จากแรงเสียดทานของยางหน้าและหลังในการบังคับให้รถไปในทิศทางที่ต้องการ

เชื่อกันว่าการดริฟท์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากการแข่งรถบนภูเขาที่ประเทศญี่ปุ่น และเด็กแว้นรุ่นใหญ่แถบชนบทที่ญี่ปุ่นเรียกการทำแบบนี้ว่า "โทเกะ" และคนญี่ปุนเริ่มนิยมชมชอบจนกระทั่งบ้าคลั่งมาจนถึงบัดนี้ก็เพราะตั้งแต่ ในการแข่งขันประลองความเร็วครั้งใหญ่ที่อเมริกา นายเคอิจิ ซึชิยะ นักแข่งรถทางเรียบของญี่ปุ่น ตัดสินใจสไลด์รถเข้าโค้งแบบความเร็วคงที่ (ภายหลังเขาเรียกมันว่า ดริฟท์) ชิ่งหนีตำแหน่งรั้งท้ายได้สำเร็จ (อ้าว...ไม่ชนะหรอกเหรอ?) ทำให้คนดูถึงกับตลึงในความงาม และที่สำคัญคือความเร็วไม่ลดลงเมื่อเทียบกับการเข้าโค้งธรรมดา

ดริฟท์ ไม่ใช่การประลองความเร็ว แต่ดูจากความเก๋าอย่างที่บอกไปข้างต้น ใครมีลูกเล่นดี ฝึกซ้อมมาปึ้กและรถเจ๋ง ก็มีสิทธิ์ได้แชมป์ (และอาจได้หญิงมาประดับหน้ารถ) ส่วนใหญ่วันกันที่ ปริมาณควันยาง มุมการเข้าโค้ง แบบว่ายิ่งแถมากยิ่งเสียวยิ่งดี หรือถ้าแบบว่าเข้าโค้งเฉียดผนังจนไฟแลบอันนั้นก็ยิ่งเริ่ด!

สำหรับมือใหม่หัดดริฟท์นั้น นอกจากใจที่ห้ามป๊อดแล้ว ก็ต้องขอบอกเลยว่าถ้าใครกระเป๋าแบนหน่อยอยากจะเปลี่ยนไปเป็นเด็กแว้นก็ไม่ว่ากัน เพราะอุปกรณ์หลักๆที่สำคัญเลยก็คือรถ คงไม่มีใครอุตริเอาจักรยานไปดริฟท์ในสนามแข่งลำบากแย่  เพราะงั้นรถที่จะแนะนำกันก็จะเป็นพวกรถยุโรปขับเคลื่อนล้อหลัง โครงสร้างเหมาะสมสนนราคาตามสภาพตั้งแต่ 4 หมื่นถึงแสนกว่า อย่างเช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดับเบิลยู 123 หรือ บีเอมดับเบิลยู อี 30 หรือใครที่คุ้นกับรถญี่ปุ่นมากกว่าก็น่าจะเป็น โตโยตาเออี 86 และ เคอี แต่พวกนี้หาอะไหล่ยาก...ชิบ

5 เทคนิคการดริฟท์ที่ฮอตฮิตในหมู่นักแข่ง
BRAKING DRIFT ก็คือการเหยียบเบรคต่อเนื่องก่อนเข้าโค้ง เพื่อถ่ายน้ำหนักจนรถสไลด์และแถออกข้าง จังหวะที่ใล้อนอกโค้งสูญเสียการยึดเกาะ จากนั้นพยายามควบคุมการดริฟท์ด้วยคันเร่ง และพวงมาลัย

CLUTCH KICK เหยียบ และปล่อยคลัทช์ เพื่อตัดกำลังที่ส่งไปที่ล้อจนสูญเสียการยึดเกาะ เทคนิคนี้เหมาะกับการแต่งโค้งอย่างรวดเร็ว ในโค้งเดียวอาจเบิลคลัทช์ได้หลายครั้งตามความเหมาะสม (ในการแข่งมักเกิดเสียงเครื่องยนต์คำรามจากการทำแบบนี้ ทั้งนี้เพื่อความตื่นเต้น)

E (EMERGENCYBRAKE) DRIFT สำหรับรถที่ขับเคลื่อนล้อหน้านั้นวิธีการข้างต้นจะไม่สามารถดริฟท์ได้ดีนัก หรืออาจไม่ได้เลย ดังนั้นจึงต้องดึงเบรคมือเพื่อให้ล้อหลังหยุดหมุนจนท้ายปัดออกนอกโค้ง แล้วก็เหมือนเดิมคือบังคับคันเร่งและพวงมาลัย

INERTIA DRIFT วิธีนี้เจ๋งโคตร ซึ่งถ้าไม่เป็นเทพก็ต้องเป็นลูกเซียนมาเกิด เพราะนักแข่งต้องโยกพวงมาลัยไปในทิศทางตรงข้ามกับโค้ง และหักกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยแรงเฉื่อยเป็นแรงกระทำ แต่จะยากเรื่องการควบคุม เนื่องจากรถมีโอกาสหมุนได้สูง หากหักพวงมาลัยผิดจังหวะจนเกิดแรงเฉื่อยมากเกินไป ที่เห็นๆกันก็รถจะหมุนติ้วๆๆ เสร็จแล้วก็ตีลังกา

POWER OVER DRIFT วิธีนี้ง่ายสุดแล้วแต่ก็ต้องใจเด็ดสุดๆเหมือนกัน เพราะต้องเหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อนเข้าโค้ง แรงเฉื่อยที่มากเกินกำลังรับของการยึดเกาะจะทำให้รถไถล หลังจากนั้นจะเร่งส่งอีกครั้งเพื่อออกจากโค้งเข้าสู่ทางตรง ที่ต้องดูให้ดีก็คือการเข้าไลน์(ส่วนใหญ่จะมีกรกำหนดไลน์ไว้ก่อนแข่งขัน) เพราะหากเข้าไลน์ผิด ล้ออาจฟรีทิ้งไปเปล่าๆ ทำให้เข้าโค้งช้าไปโดยไม่จำเป็น

แล้วประเทศไทยเขาไปดริฟท์กันที่ไหนล่ะเนี่ย?
ไม่ใช่ทางหลวงแน่นอน เพราะนอกจากเดือดร้อนชาวบ้านแล้ว ถูกด่าทอถึงบุพการีแล้ว ก็ยังเสี่ยงคุกตารางและไม่สร้างสรรค์อีกด้วย ใครรักดีก็มีที่ซ้อมให้รวมทั้งเป็นโรงเรียนสอนดริฟท์กันด้วย(อ่ะนะ...เป็นเรื่องเป็นราว) ไปได้เลยที่สนาม BRC (BANGKOK RACING CIRUCUIT) หรือที่รู้จักกันในชื่อสนาม "ซิ่ง" หลัง ซีคอน สแควร์ ศรีนครินทร์ ค่าเรียนก็หลักหมื่นล่ะจ้ะ เท่าไหร่ไปถามกันเองละกัน แต่ถ้าอยากไปชมหรือร้อนวิชาอยากแข่งก็ไปได้ที่ สนามแข่งนครชัยศรี และสนามลานจอดรถร้าน YES IN DEED เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราจ้า

ปล. อย่าลืม safety frist แล้วก็ เมาไม่ดริฟท์ นะจ๊ะ

via     : http://www.showded.com

http://www.youtube.com