"ฉลากคาร์บอน" เครื่องหมายลดโลกร้อน
โดย เมื่อ
ไม่ว่าจะทางภาครัฐ และเอกชน ในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือบริการต่างๆ ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ และในปัจจุบันกับปัญหานี้ยังเริ่มให้กลุ่มผู้บริโภค เห็นถึงความสำคัญมากขึ้น โดยผ่านช่องทางการใช้สินค้าที่ได้รับสัญลักษณ์ "ฉลากคาร์บอน"
"ฉลากคาร์บอน" เป็นเครื่องหมายที่จะติดกับสินค้าให้ประชาชนผู้บริโภคทราบว่าสินค้านั้นมา จากกระบวนการผลิตที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก หรือมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน -ปริมาณต่ำ- เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อสินค้าที่จะช่วยลดโลกร้อน
การพิจารณาขึ้นทะเบียนให้ "ฉลากคาร์บอน" จะเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างปีพ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นปีฐาน กับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปีล่าสุด
สินค้าที่จะได้รับฉลากคาร์บอนจาก "องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก" (อบก.) จะต้องเป็นสินค้าที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตอย่างน้อย "ร้อยละ 10" ขึ้นไป
โดยพิจารณาจากการลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า การลดปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวน การผลิต และการลดการใช้วัตถุดิบหรือการเกิดของเสียที่มีศักยภาพก่อให้เกิดก๊าซ เรือนกระจก รวมทั้งบางกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเป็นพลังงานหมุนเวียนทั้ง หมด ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด
สำหรับบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้ถึงร้อยละ 10 เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตต่ำมาก หรือมีการใช้ เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อการผลิตสินค้าสามารถแจ้งความ ประสงค์ให้ทางโครงการเข้าตรวจสอบเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนได้ ด้วยเช่นกัน
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว... "ฉลากคาร์บอนเป็นสัญลักษณ์ หนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการร่วมลดก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีการดำเนินงานด้านฉลากคาร์บอน ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ หากนับในเอเชีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้"
ส่วนทางด้าน นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการอบก. ระบุว่า แนวทางดำเนินโครงการฉลากคาร์บอนเป็นการเตรียมการนำร่องสำหรับ "ภาคส่งออก" ที่ต่อไปในอนาคตอาจมีการนำประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้ามาเป็น เงื่อนไขในกลไกการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ การใช้ฉลากคาร์บอนเป็นสัญลักษณ์ร่วมลดภาวะโลกร้อน ก็เป็นประเด็นที่น่าจะกระตุ้นความตระหนักและการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคได้มากขึ้น ผ่านรูปแบบกลไกการตลาดในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ "ฉลากคาร์บอน" และพร้อมที่จะวางจำหน่ายแล้วทั้งสิ้น 25 ผลิตภัณฑ์
โดยผู้ประกอบการ 9 ราย อาทิ บริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร, บริษัททีพีไอ, บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง, และบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มตรา Tetra Pak ของบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด เป็นต้น
นายสนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการฉลากคาร์บอนว่า มีผู้ประกอบการอีกกว่า 40 รายที่สนใจเข้าร่วมโครงการ
คาดว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีสินค้าที่ได้รับฉลากคาร์บอนวาง ขายในท้องตลาดมากขึ้น และยังได้ดำเนินการพัฒนาฉลากคาร์บอน อีกประเภทควบคู่ไปกับฉลากที่ดำเนินการ อยู่ในปัจจุบันด้วย โดยขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตของ สินค้า และจะแสดงผลเป็นตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ
ผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้า ร่วมโครงการฉลากคาร์บอน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อบก. โทร. 0-2615-8791-3 ต่อ 109 (คุณทัศนา) หรือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โทร. 0-2503-3333 ต่อ 524 (คุณจินตนา)
แหล่งที่มา:
แหล่งที่มา 


