คุยแบบเป็ดๆ พี่!!รถพี่โดนทุบ!!

จริงๆแล้วคุยแบบเป็ดๆรอบนี้ ผมสัญญาว่าจะมาเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนนึง ที่ได้ไปเจออาชีพ "โจรแบบสุจริต" มา แต่คงต้องค้างไว้ก่อน เพราะด้วยเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่ออาทิตย์ก่อน คือ "การทุบกระจกและขโมยทรัพย์สินในรถ" เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงเทศกาลท้ายปีแบบนี้ ผมเลยอยากจะมาเล่าเพื่อเป็นการเตือน รวมถึงให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงอันตรายนี้กัน

เริ่มแรกขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่ได้ต้องการกล่าวหาทางร้านที่ผมไปจอดรถ หรือพาดพิงการทำงานของตำรวจแต่อย่างใดโดยเด็ดขาดนะครับ ผมต้องการให้เรื่องของผมเป็นเพียงตัวอย่าง เพื่อให้ทุกคนรู้วิธีการป้องกัน รวมถึงแนวทางการสืบสวนที่ทางตำรวจใช้ในการสืบสวนคดี เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเองครับ

เรื่องเริ่มต้นที่ซอยเอกมัยเมื่อเวลาประมาณ 5 ทุ่ม ผมขับรถเข้าไปในผับแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงหน้าร้านก็มีพนักงานมาเปิดประตูรถให้ พร้อมบอกว่าจะนำรถไปจอดให้ เนื่องจากทางร้านมีลานจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ด้วยความแปลกใจในบริการที่ไม่ค่อยได้พบเห็น ทำให้ไม่ทันได้ตั้งตัว พร้อมความประมาทของผมที่คิดเพียงว่า จะเข้าไปหาเพื่อนเพียงแค่ชม.เดียว จึงทิ้งกระเป๋าโน๊ตบุ๊คไว้ในรถ(อยู่ตรงพื้นรถ) จากนั้นก็รับบัตรจอดรถและลงจากรถไป

พอเวลาผ่านไปประมาณชม.เศษๆ ก็ถึงเวลาที่ผมจะกลับบ้าน ผมเดินออกมายื่นบัตรรับรถให้พนักงาน เขามองหน้าและเลขบัตรผมแล้วพูดว่า "พี่!!รถพี่โดนทุบ!!" วินาทีแรกที่ผมคิดคือ "แล้วรถผมจอดอยู่ที่ไหน??" เพราะผมไม่ทราบเลยว่าทางร้านมีลานจอดรถอยู่ที่ไหน ผมจึงให้เขาพาผมไปที่รถพร้อมกับเพื่อนๆผมที่ยังอยู่ในขณะนั้น เมื่อไปถึงลานจอดรถที่อยู่ในซอยใกล้ๆกัน ผมเห็นรถผมจอดไว้อยู่นอกลานจอดรถ แต่อยู่ติดกับหน้าประตูของลาน บานกระจกข้างหลังด้านซ้ายหายไป เศษกระจกกระจายเต็มพื้น ส่วนที่ยังเหลือเป็นบานแตกๆถูกพลักเข้าไปอยู่บนเบาะรถด้านหลัง และโน๊ตบุ๊กของผมได้หายไป...

ผมสอบถามคร่าวๆได้ใจความว่า ทำไมรถผมมาจอดอยู่นอกลาน แล้วไม่มีคนดูแลเลยเหรอ ทั้งๆที่อยู่หน้าประตูลานจอด?? คำตอบที่ได้มาคือ วันนี้ลูกค้าเยอะมากจึงมีที่จอดไม่พอ ส่วนคนดูแลรถนั้นปรกติจะมีอยู่เยอะ แต่พอช่วงเลิกร้านพนักงานจะต้องนำรถไปคืนเจ้าของ เลยทำให้มีคนดูแลในช่วงนี้น้อย รวมถึงพนักงานที่รู้เรื่องคนแรกยังแจ้งด้วยว่า เรื่องเพิ่งเกิดได้ไม่ถึง 10 นาที ตั้งแต่ได้ยินเสียง "ตุ๊บๆ" แล้วจึงรีบวิ่งออกมาจากลาน เห็นคน 2 คนขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมถือกระเป๋าหนีไป พนักงานบอกว่าไม่สามารถจำทะเบียนได้ เพราะมืดและมองไม่เห็น ทำได้เพียงแค่วิ่งตามไปจนถึงหน้าปากซอยของลานจอดรถ และวิทยุแจ้งให้ทางร้านตามหาเจ้าของรถเท่านั้น

จริงอยู่ว่าพอได้ยินอย่างนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพนักงานอาจจะรู้เห็นเป็นใจ ผมจึงโทรแจ้ง 191 หวังว่าจะให้ตำรวจมาสอบปากคำเป็นการด่วน เพื่อให้ได้ของคืน แต่กว่าจะโทรติด (จริงๆแล้วมีคนรับแล้วหละครับ แต่ถ้าผมไม่พูดก่อนเหมือนกับเขาจะวางสายทันที ไม่ทราบว่าเป็นวิธีป้องกันคนแจ้งความหลอกหรืออย่างไร) และกว่าที่ผมจะต้องอธิบายว่าเหตุเกิดที่ไหน อยู่ในร้านอะไร ตอนกี่โมง ชื่อผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่เสียหายและที่หายไป ทางโทรศัพท์เสร็จ จากนั้นก็รอสายตรวจมา ทั้งหมดนี้ใช้เวลาชม.ครึ่ง ทำให้ผมเลิกที่จะคิดติดตามคนร้ายไปเลย

และอย่างที่บอกในตอนแรกว่า ผมไม่ได้ต้องการพาดพิงการทำงานของตำรวจนะครับ เพราะเข้าใจว่ามันเป็นขั้นตอนการทำงาน แต่ที่อยากจะบอกหลายๆคนก็คือ ถ้าคุณโดนกระชากกระเป๋าแล้วอยากได้ของคืน คุณต้องวิ่งเท่านั้นครับ...

หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของคดีที่จะต้องมีการสอบสวนและหาหลักฐานกัน โดยเริ่มจากทางตำรวจได้แนะนำผมมาว่า เราไม่ควรเก็บทรัพย์สินไว้ในรถโดยเด็ดขาด!! แต่ถ้าจำเป็นจริงๆให้เราเก็บทรัพย์สินที่มีไว้ที่ท้ายรถจะเป็นการดีที่สุด และต้องเข้าใจว่าการเก็บทรัพย์สินไว้ท้ายรถนั้น จริงๆแล้วไม่ได้มีผลต่อความปลอดภัยมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะก็มีหลายคนเคยโดนงัดท้ายรถมาแล้วเช่นกัน เพียงแค่การเก็บทรัพย์สินไว้ท้ายรถนั้น มีผลในการสืบสวนคดีซะมากกว่าเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าจะแบ่งรูปแบบการสืบสวนก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ

1. โดนทุบกระจกหรืองัดท้ายรถในสถานที่ทั่วไปที่ไม่มีพนักงานดูแล เช่นตามข้างถนนหรือซอยต่างๆ รวมถึงที่จอดรถตามห้างทั่วไปและหน้าบ้านตัวเองก็เช่นกัน (เพราะไม่มีคนดูแล) รูปแบบนี้โดยส่วนมากจะสืบหาผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในระแวกนั้น หรือเป็นคนที่รู้จักเราเป็นอย่างดี เพราะการขโมยในลักษณะนี้ มักจะเป็นการเฝ้าดูเราตั้งแต่จอดรถแล้ว ยิ่งถ้าเป็นการงัดท้ายรถยิ่งสามารถคาดเดาได้ว่า ต้องเป็นคนที่รู้จักเราเป็นอย่างดีแน่ๆ ดังนั้นถ้าเพื่อนๆไปจอดรถที่ไหน ลองสังเกตุรอบข้างนะครับว่ามีใครแอบดูเราอยู่หรือเปล่า ยิ่งถ้าเขามองเราเวลาเรากำลังเก็บของไว้ที่ท้ายรถ ให้เราเตรียมหาที่จอดใหม่ไว้ได้เลยครับ แล้วเอาของลงจากรถด้วยหละ เพราะพวกนี้อาจจะตามหารถเราก็ได้

2. โดนทุบกระจกหรืองัดท้ายรถในสถานที่มีพนักงานดูแล กรณีนี้แน่นอนว่าเพ่งเล็งไปที่พนักงานที่ดูแล ยิ่งถ้าทรัพย์สินเราอยู่ท้ายรถแล้วหละก็ แทบจะสรุปได้เลยว่าเป็นพนักงานคนใดคนหนึ่งแน่นอน แต่ในกรณีของผมถือว่าเป็นความประมาททั้งของทางผมเองที่เก็บทรัพย์สินไว้ในรถ รวมถึงพนักงานที่ดูแลไม่ทั่วถึง และสถานที่จอดรถที่ค่อนข้างเสี่ยงมากกว่าปรกติ ทำให้หลายๆอย่างดูประจวบเหมาะที่จะเกิดคดีขึ้น แต่รู้ไหมครับว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นง่ายมากในเมืองกรุงเรา ถึงแม้จะดูว่ามีหลายอย่างประจวบเหมาะก็เถอะ ดังนั้นอย่าประมาทกันนะครับ

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้คือ ความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินที่เสียหายและหายไป แน่นอนว่าในกรณีที่คุณจอดรถในสถานที่ทั่วไปที่ไม่มีพนักงานดูแล คุณต้อรับผิดชอบตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป หรือกระทั่งความเสียหายที่เกิดกับตัวรถ รวมถึงรถหายด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่มีพนักงานดูแล คุณก็สามารถเรียค่าเสียหายกับบริษัทที่รับผิดชอบดูแลรถหรือเจ้าของห้างร้านได้ แต่ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้นั้น จำเป็นต้อง "สามารถพิสูจน์ได้จริงเท่านั้น" ย้ำนะครับว่าต้องพิสูจน์ได้เท่านั้น เช่นกระจกรถที่เสียหาย หรือเครื่องเล่นเพลงและทีวีที่ติดในรถ เพราะของเหล่านี้เรามักจะมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามันติดอยู่ในรถคันนี้จริง คือใบเสร็จรับเงินในตอนติดตั้งนั้นเอง (ยังเก็บกันไว้ไหม??)

ส่วนทรัพย์สินกรณีอื่นๆเช่น ทอง, พระ, เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก หรือข้อมูลสำคัญต่างๆที่อยู่ในนั้น พวกนี้พิสูจน์ได้ยากมากว่าเรามีของเหล่านี้อยู่ในรถจริง แต่ในกรณีของผมถือว่าโชคดีที่มีพยานรู้เห็น โดยเขาให้การว่ามีมอเตอร์ไซค์น่าสงสัยขี่ออกมาจากซอยในเวลาเกิดเหตุ และในมือมีกระเป๋าโน๊ตบุ๊กใบใหญ่อยู่ ซึ่งตรงกับคำให้การของผมพอดี แต่แค่นี้ก็ยังไม่ถือว่าผมพิสูจน์ทรัพย์สินได้จริงทั้งหมดนะครับ มันแค่พอจะฟังขึ้นเท่านั้น และที่พอจะพิสูจน์ได้ก็มีแต่เครื่องโน๊ตบุ๊ก ส่วนข้อมูลสำคัญต่างๆไม่ว่าจะมีมูลค่าขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลย

และที่โชคดีของผมอีกอย่างคือทางร้านที่ผมไปจอดรถนั้น เขายินดีที่จะรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายทันที ถือว่าเป็นร้านที่มีสปิริทสูงจริงๆครับ (ขอบคุณมากๆนะคร๊าบบ ท่านโบ๊ตและท่านโย อ่อพี่แบงค์ด้วย) ซึ่งถ้าเป็นร้านอื่นเขาอาจจะทำเหมือนกรณีที่ถูกขโมยรถก็ได้ คือให้ตำรวจสอบสวนและตามหารถจากเบาะแสที่ได้เอง โดยการทำตามขั้นตอนแบบนี้ถือว่าถูกหลักกฏหมาย แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าถามกันตรงๆว่าหาย 100 คัน มีโอกาสได้คืนกี่คันกัน?? แล้วยิ่งโน๊ตบุ๊กผมถูกว่ารถยนต์ตั้งสิบเท่า ผมไม่กล้าคิดเลยว่ามีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะได้มันคืน...

สุดท้ายนะครับ อยากจะเตือนทุกท่านว่า คดีประเภทนี้เกิดขึ้นทุกวัน อย่าไปโทษดวงหรือโทษสังคม จะโทษก็โทษความประมาทของคุณเอง ที่ไม่ได้รักษาหรือให้ความสำคัญกับทรัพย์สินของตัวเองได้มากเพียงพอนั้นเอง