คุยแบบเป็ดๆ ถึงเด็กแวนต์ มาเฟียรุ่นเยา
โดย เมื่อ
"เด็กแวนต์ทำร้ายคนจนถึงแก่ชีวิต" หลายคนคงได้ยินข่าวนี้แล้ว เพราะว่ามันเป็นข่าวดังทีเดียว แล้วจำได้ไหมเมื่อปีที่แล้วก็มีข่าวว่า "เด็กแวนต์รุมทำร้ายผู้สัญจรไปมาย่าน.." แต่คุณรู้ไหมครับว่าจริงๆแล้ว เรื่องราวของคดีเด็กแวนต์นั้น ไม่ได้มีแค่ 2 ข่าวนี้ เพียงแต่ข่าวที่คุณได้รับทราบนั้น มันเป็นเรื่องราวที่มีผู้บาดเจ็บหนักเท่านั้น แล้วถ้าไม่บาดเจ็บหนักหละ??
แน่นอนว่าแทบจะไม่มีใครเอ่ยถึงเลยทีเดียว ซึ่งจริงๆแล้วมีคดีอีกหลายคดีที่เหล่าเด็กแวนต์ก่อขึ้นมา แต่ไม่มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด เช่น ปล้น ทำลายทรัพย์สิน หรือข่มขู่ โดยล่าสุดคือการข่มขู่แบบใช้ปืนยิงเข้าไปในบ้านเลยทีเดียว เดชะบุญที่คนในบ้านไม่ตาย ไม่งั้นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดของปีเลยก็ว่าได้
ถ้าถามว่าเด็กพวกนี้ตระหนักไหม? ว่าการกระทำของเขานั้น อาจจะทำให้ใครสักคนเสียชีวิต! และผลที่ตามมาคือเขาอาจจะเป็นเยาวชนไทยคนแรกที่ติดคุกก็ได้!! ผมกล้าพนันเลยครับว่า พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกการกระทำนั้นพวกเขาจะหวังแบบง่ายๆว่า "คงจะไม่มีใครโดนอยู่แล้ว ดังนั้นแค่นี้นิดหน่อย"
ดังนั้นเรื่องคุยแบบเป็ดๆวันนี้ จึงอยากเสนอเรื่องราวที่รัดทนที่สุดที่ผมเคยได้ยินมา จากกรณีคดีที่ไม่มีคนบาดเจ็บนี้เอง โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนรู้จักของเพื่อนผม (เพื่อนของเพื่อนนั้นแหละ) ซึ่งผมเองเคยพบเธอแค่ครั้งเดียว จากการไปเยี่ยมหลังจากเกิดเหตุการณ์ และผมเองก็ไม่ได้คุยกับเธอโดยตรงหรอกครับ เพราะตอนนั้นพูดอะไรไม่ออก เลยทำได้เพียงฟังจากเพื่อนสนิทของเขาอีกที จึงไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จริงแท้มากน้อยแค่ไหน แต่โดยรวมๆแล้วมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เธอเป็นหญิงสาว เป็นลูกเพียงคนเดียวในบ้าน และเป็นลูกที่พ่อแม่หวงแหนเป็นอย่างยิ่ง เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ทำงานบริษัทธรรมดาๆ และขับรถธรรมดาๆ แต่วันไม่ธรรมดากลับเกิดขึ้น ในวันหนึ่งที่ต้องกลับบ้านดึกจากการทำโอที เธอพบกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขี่มาล้อมไว้ บนถนนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ในกลุ่มมีกันเพียง 7-8 คัน พยายามขี่ฉวัดเฉวียน ปาดซ้ายบ่ายขวาโดยไม่กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ โดยมาทราบภายหลังว่าเป็นวิธีที่จะทำให้รถนั้นชะลอความเร็วลง แต่ด้วยความที่เห็นเป็นเด็กแทบทั้งหมดเธอจึงไม่ตกใจอะไรมาก แต่ก็กังวลพอสมควร เธอจึงได้โทรหาเพื่อน เพื่อถามว่าควรทำอย่างไรดี เพียงแค่เธอหยิบโทรศัพท์เท่านั้น กระจกหน้ารถของเธอโดนทุบลงมาทันที!! ด้วยความตกใจสุดขีดเธอจึงเบรครถทันที และนั้นก็คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่เธอทำ
เธอถูกข่มขืน และขโมยทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ ทิ้งไว้แต่โทรศัพท์เครื่องหนึ่ง เพื่อให้เธอโทรตามคนมาช่วยเท่านั้น เมื่อพ่อแม่ของเธอรู้ข่าว ก็แจ้งความเพื่อหาผู้ทำผิด แต่คดีกลับไม่มีหลักฐานเพียงพอ มีก็แต่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้น แถมยังได้รับโทรศัพท์ขู่อีกว่าให้ยกฟ้องซะ โดยผู้เป็นพ่อแม่นั้นมองว่าเรื่องคดีเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับความผิดปรกติทางจิตที่เกิดขึ้นกับลูกสาว เธอมีสติและมีความสามารถในการสื่อสารอย่างครบถ้วน แต่เธอกลับแทบใช้ชีวิตประจำวันยังไม่ได้เลย เพราะทุกครั้งที่เธอได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังๆ เธอจะตกใจจนตัวสั่น อาเจียน น้ำตาไหล และอื่นๆอีกมากที่ไม่สามารถพูดถึงได้
ทุกครั้งที่อาการของเธอกำเริบ ความเจ็บปวดของผู้เป็นแม่นั้นบาดลึกลงทุกครั้ง และความแค้นของผู้เป็นพ่อนั้นก็ทวีคูณขึ้นทุกวัน จนถึงจุดที่ผู้เป็นพ่อทนไม่ได้ ทั้งครอบครัวตัดสินใจย้ายหนีความสับสนในกรุงเทพ แต่ก่อนไปก็ได้สร้างคดีที่ไม่ค่อยจะปริศนาไว้กับกลุ่มมอเตอร์ไซค์ โดยการขึงลวดและโรยลูกแก้วไว้กลางดึก ทำให้กลุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซค์บาดเจ็บกันหลายราย รวมถึงผู้สัญจรไปมาที่ไม่เกี่ยวข้องอีกหลายคน
จากการกระทำนี้จะเห็นได้ว่า แม้เราจะไม่ได้ทำร้ายใครจนบาดเจ็บสาหัส แต่บางกรณีนั้นก็สามารถสร้างความเจ็บปวดได้มากกว่าเสียอีก ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้ทราบว่ามีบางคนหวาดผวาที่จะนอนหลับในเวลากลางคืนไปแล้ว เพราะกลัวว่าจะมีลูกกระสุนวิ่งทะลุเข้ามาในบ้าน
ซึ่งผมไม่โทษภาครัฐหรอกครับว่าทำไมไม่จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด เพราะเข้าใจว่ามันเป็นการยากที่จะจัดการ เพราะพวกนี้จะหนีไวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหวอ และจะกลับมาทุกครั้งที่เรื่องซาลง พอถึงคราวจะรวบจับแต่ละทีก็ต้องถึงขั้นปิดสะพานล้อมจับกันเลยทีเดียว สังเกตุจากประวัติการจับส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ทุกครั้ง แต่ไม่นานพวกที่ถูกจับนี้ก็จะกลับมาอีก อาจจะเพราะด้วยบทลงโทษไม่เด็ดขาดพอ หรือยังไม่มีวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
จึงทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากให้ทุกท่านลองเสนอไอเดียกันนะครับ เผื่อว่าใครมีความคิดอะไรเด็ดๆ แต่ขาดซึ่งพลังเสียงที่จะส่งไปถึงยังผู้ใหญ่ในบ้านเราได้ครับ
สำหรับผมวิธีการลงโทษแบบ Shock Therapy ที่ใช้ไฟฟ้าช็อตให้ผู้ป่วยลืมความเจ็บปวดทางใจบางอย่าง และจัดระบบความคิด ความจำใหม่ ก็น่าจะได้ผลดี แต่ว่าดูรุนแรงไปนิด เลยอยากให้เพิ่มวิธีลงโทษแบบเบาลงมา สำหรับคนที่เพิ่งทำผิดครั้งแรกโดยการ "โบยด้วยไม้ขนาดใหญ่" แบบที่ประเทศสิงคโปร์เขาใช้ลงโทษกับเยาวชนครับ ประมาณว่าโบย 3 ทีนี้นั่งไม่ได้ไปอาทิตย์นึงเลยทีเดียว เผื่อถ้าใครมีแนวคิดดีดีลองเสนอเข้ามาคุยกันนะครับ
ps.ย้ำนะครับว่าผมไม่ทราบว่าเรื่องที่เล่ามานี้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แต่โดยรวมแล้วมันมีเหตุผลที่จะเป็นไปได้อย่างที่เล่ามาจริง อาจจะมีอธิบายเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เพียงแค่ผมพยายามจะสื่อให้เข้าใจถึงความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเท่านั้นเองครับ ไม่เกี่ยวกับเหตุการ์ณแต่อย่างใด



